ขอบเขตและสภาพทางกายภาพของพื้นที่
ภูมิประเทศ

  พื้นที่โครงการอุทยานธรณีโคราชถูกคัดเลือกให้มีขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมที่ทำให้ง่ายในการบริหารจัดการ อีกทั้งพยายามหลีกเลี่ยงที่จะทับซ้อนกับพื้นที่ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกแล้วอย่างพื้นที่มรดกโลกป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่และพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช ประกอบด้วยพื้นที่ 5 อำเภอของจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอขามทะเลสอ อำเภอสูงเนิน และอำเภอสีคิ้ว รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 3,167 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของแอ่งโคราช อยู่สูงจากระดับทะเลปานกลางเฉลี่ยระหว่าง 150 - 300 เมตร มีแนวเทือกเขาและป่าไม้เป็นแนวยาวจากเทือกเขาพังเหยทางด้านตะวันตกและเทือกเขาสันกำแพงทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ที่ต่อเนื่องไปยังเทือกเขาพนมดงรักไปทางด้านตะวันออก ส่วนบริเวณตอนกลางค่อนไปทางเหนือและตะวันออกเป็นที่ราบลุ่ม ก่อให้เกิดต้นน้ำลำธารสายสำคัญ ๆ หลายสายมีแม่น้ำมูลเป็นแม่น้ำสายหลักและทางน้ำสาขาหลายสาย ได้แก่ ลำตะคอง ลำพระเพลิง ลำแชะ และลำปลายมาศ เป็นต้น ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของจังหวัดนครราชสีมา

gallery image
แผนที่ขอบเขตพื้นที่อุทยานธรณีโคราชที่ประกอบด้วยพื้นที่ 5 อำเภอ และแสดงตำแหน่งที่ตั้งแหล่งธรณีวิทยาและแหล่งที่ไม่ใช่ธรณีวิทยา

  พื้นที่อุทยานธรณีโคราชประกอบด้วยลักษณะภูมิประเทศ 3 ลักษณะเด่น ๆ ด้วยกันคือ พื้นที่ภูเขา มีลักษณะเป็นเทือกเขาและที่ราบระหว่างเทือกเขาอยู่ทางด้านใต้สุด พื้นที่ลอนลาด มีลักษณะแบบลูกคลื่นหรือลูกระนาดอยู่ถัดขึ้นไปทางเหนือ และที่ราบลุ่ม เป็นที่ราบริมฝั่งแม่น้ำสายหลัก ๆ และทางน้ำสาขาบางส่วน

ภูเขา

  พื้นที่ภูเขาเป็นขอบเขตด้านตะวันตกเฉียงใต้และตะวันตก มีแนวเทือกเขาสองแนวขนานกันไป ด้านตะวันตกสุดเป็นแนวเทือกเขาที่ต่อเนื่องมาจากด้านตะวันตกเฉียงเหนือทอดต่อเนื่องมาทางด้านตะวันออกเฉียงใต้จนถึงเขาขนานจิต ข้ามอ่างเก็บน้ำลำตะคองไปทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเขายายเที่ยงไปจนถึงบริเวณวัดป่าภูผาสูง เทือกเขานี้มียอดสูงประมาณ 700 – 760 เมตร ขณะที่พื้นที่ราบด้านล่างสูงจากระดับทะเลประมาณ 290 - 300 เมตร ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเทือกเขามีลักษณะเป็นผาชัน ส่วนด้านตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะเป็นลาดตามแนวเท ซึ่งเป็นลักษณะของภูมิประเทศแบบเขาอีโต้ บนยอดเขายายเที่ยงได้รับการพัฒนาตามโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับโดยมีการขุดอ่างเก็บน้ำขนาดความจุ 10.3 ล้านลูกบาศก์เมตร มีลำตะคองที่มีต้นน้ำมาจากเขาใหญ่ไหลผ่านอำเภอปากช่องต่อเนื่องไปทางตะวันออกเฉียงเหนือผ่านร่องหุบเขาระหว่างเขาขนานจิตกับเขายายเที่ยงในลักษณะของกิ่วน้ำซึ่งมีการสร้างเขื่อนลำตะคองขวางกิ่วน้ำนี้เกิดเป็นอ่างเก็บน้ำลำตะคองด้วยความจุประมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตรที่ระดับน้ำ 261 เมตรเหนือระดับทะเลปานกลาง ด้านตะวันออกเฉียงใต้มีธารน้ำสายเล็ก ๆ ไหลผ่านบ้านวะภูแก้วมีลักษณะเป็นน้ำตกไหลลาดตามพื้นหินทรายเอียงเท เรียกว่า น้ำตกวะภูแก้ว โดยไหลไปลงอ่างเก็บน้ำซับประดู่

gallery image
แผนที่แสดงเขตภูมิประเทศในอุทยานธรณีโคราช

  ส่วนแนวเทือกเขาถัดขึ้นไปทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแนวเทือกเขาที่ทอดตัวยาวขนานไปกับแนวเทือกเขาทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ มีลักษณะเป็นภูเขาลูกโดด ๆ เรียงรายเป็นแนวยาว จากเขากระโดนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างออกไปทางด้านตะวันออกเฉียงใต้เป็นเขาพริก เขาสะเดา เขาซับประดู่ เขาผา เขาปืนแตก เขาสามสิบส่าง เขาเขียว และต่อเนื่องออกพื้นที่ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ สถานที่สำคัญของพื้นที่นี้ ได้แก่ วัดมอจะบก ลานหินตัดสีคิ้ว เขาสามสิบส่าง และเขาเขียว เป็นต้น เทือกเขาทั้งสองแนวดังกล่าวถูกคั่นด้วยหุบเขาทอดตัวยาวขนานไปตามแนวเทือกเขาทั้งสอง เป็นที่ราบแคบ ๆ มีความกว้างประมาณ 1 – 2 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามพื้นที่ราบนี้ต่อเนื่องผ่านพื้นที่ราบระหว่างเขาลูกโดด ๆ และต่อเนื่องขึ้นไปทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นพื้นที่ลอนลาด

พื้นที่ลอนลาด

  พื้นที่ลอนลาดเป็นพื้นที่อยู่ทางตอนกลางของพื้นที่โครงการอยู่ระหว่างพื้นที่ภูเขาทางด้านตะวันตกและพื้นที่ราบลุ่มทางด้านตะวันออก เป็นพื้นที่กว้างครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ตัวอำเภอสีคิ้วต่อเนื่องไปทางตะวันออกผ่านตัวอำเภอสูงเนิน ถึงด้านใต้ของอำเภอขามทะเลสอ และด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมืองนครราชสีมา เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นเนินต่ำ ๆ สลับกับพื้นที่ลาดต่ำมีลักษณะพื้นที่ลูกคลื่นลอนลาดมีระดับพื้นที่ประมาณระหว่าง 190 – 220 เมตรเหนือระดับทะเลปานกลาง มักเป็นพื้นที่ที่มีการขุดบ่อดินลูกรังไปใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง ที่ตั้งอำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน อำเภอขามทะเลสอ ตำบลโคกกรวด ตำบลสุรนารี ตำบลไชยมงคล ตำบลโพธิ์กลาง ตำบลหนองบัวศาลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินตั้งอยู่บนพื้นที่ประเภทนี้

พื้นที่ราบลุ่ม

  พื้นที่ราบลุ่มเป็นพื้นที่ทางด้านตะวันออกของพื้นที่โครงการ มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มริมลำน้ำมีลำตะคองเป็นธารน้ำสายหลักที่ไหลผ่านเมืองนครราชสีมาไปทางตะวันออกไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่บ้านท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ มีสภาพเป็นพื้นที่ราบริมฝั่งลำน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ด้านเหนือของอำเภอขามทะเลสอ ด้านเหนือและด้านตะวันออกของอำเภอเมืองนครราชสีมาต่อเนื่องไปถึงอำเภอเฉลิมพระเกียรติทั้งหมด มักพบมีหนองน้ำกระจัดกระจาย เช่น หนองระเวียง บุ่งตาหลัว บึงทะเล และบึงรูปแอกพบได้ทั่วไป ส่วนพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำมูลในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติเป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ เป็นพื้นที่ดินทรายที่มีการขุดเป็นบ่อทรายผลิตเป็นวัสดุก่อสร้างหลายแห่ง และมีการพบซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลานจำนวนมากและหลากหลายชนิดจากบ่อทรายในตำบลท่าช้างและตำบลช้างทอง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อีกทั้งยังมีการพบที่ตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมาอีกด้วย

ภูมิอากาศ

  พื้นที่โครงการมีลักษณะภูมิอากาศขึ้นอยู่กับอิทธิพลของมรสุมที่พัดประจำฤดูกาล 2 ทิศทาง คือ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพัดพามวลอากาศเย็นและแห้งมาจากประเทศจีนเข้าปกคลุมประเทศไทยตั้งแต่ประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ทำให้จังหวัดนครราชสีมามีอากาศหนาวเย็นและแห้งทั่วไปแล้วต่อเนื่องไปเป็นร้อนแห้งในช่วงฤดูร้อนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดเอาความชื้นจากทะเลและมหาสมุทรเข้าปกคลุมประเทศไทยในช่วงฤดูฝน ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม ทำให้มีฝนตกชุกทั่วไป พื้นที่จึงตกอยู่ภายใต้สภาพภูมิอากาศแบ่งออกได้ 3 ฤดู

gallery image
กราฟเส้นแสดงประมาณน้ำฝนรอบเดือนระหว่างปี พ.ศ. 2540 – 2560 เส้นสีน้ำเงินเป็นค่าเฉลี่ย
(ข้อมูลจากศูนย์อุทกวิทยาและบริหารน้ำภาคตอนล่างฯ อำเภอเมืองนครราชสีมา)

  ฤดูหนาว เริ่มต้นประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย และบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนซึ่งมีคุณสมบัติเป็นมวลอากาศเย็นและแห้งจะแผ่ลงปกคลุมประเทศไทยในช่วงดังกล่าว ทำให้บริเวณจังหวัดนครราชสีมามีอากาศหนาวเย็นและแห้งทั่วไป ในบางปีฤดูหนาวอาจเริ่มช้ากว่ากำหนดนี้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยด้วย สำหรับเดือนที่มีอากาศหนาวมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม

  ฤดูร้อน เริ่มต้นประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ในระยะนี้เป็นช่วงว่างของมรสุม อากาศจะร้อนอบอ้าวโดยทั่วไป โดยเฉพาะเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวมากที่สุดในรอบปี

  ฤดูฝน เริ่มต้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเอาความชื้นจากทะเลและมหาสมุทรมาปกคลุมประเทศไทย ประกอบกับร่องความกดอากาศต่ำ ที่พาดอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านบริเวณประเทศไทยตอนบน ในระยะนี้อากาศจะมีความชุ่มชื้นมาก ทำให้มีฝนตกชุกมากขึ้นตั้งแต่ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป โดยเฉพาะเดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกหนาแน่นมากที่สุดในรอบปี อย่างไรก็ตามนอกจากปัจจัยดังกล่าวที่จะทำให้มีฝนตกชุกแล้ว ยังขึ้นอยู่กับอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวเข้าใกล้หรือเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงดังกล่าวด้วย และหลังจากกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไปฝนจะเริ่มลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว

  เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดนครราชสีมาเป็นที่ราบสูง มีป่าและเทือกเขาสูงกั้นเขตแดนเป็นแนวยาว อากาศจึงค่อนข้างร้อนอบอ้าวมากในช่วงฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวอากาศค่อนข้างจะหนาวเย็น อุณหภูมิโดยเฉลี่ยตลอดทั้งปี 27.3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 22.8 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุด เฉลี่ย 33.0 องศาเซลเซียส โดยเดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวมากที่สุดในรอบปี ซึ่งเคยวัดอุณหภูมิสูงที่สุดได้ 42.7 องศาเซลเซียส (สถานีตรวจอากาศนครราชสีมา อ.เมือง) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2522 ส่วนในช่วงฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวที่สุดในเดือนธันวาคมถึงมกราคม อุณหภูมิต่ำที่สุดวัดได้ 3.6 องศาเซลเซียส (สถานีอากาศ เกษตรปากช่อง อ.ปากช่อง) เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2518 ค่าอุณหภูมิเฉลี่ยรอบปีระหว่างปี พ.ศ. 2542 – 2551

  เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมามีเทือกเขาเพชรบูรณ์และเทือกเขาดงพญาเย็นอยู่ทางทิศตะวันตก ส่วนทางทิศใต้มีเทือกเขาสันกำแพงและเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นแนวขวางกั้นไม่ให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาปกคลุมโดยสะดวก ทำให้มีฝนทางด้านตะวันตกและทางด้านใต้ของภูเขาเป็นส่วนมาก ปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดปีของจังหวัดนครราชสีมามีค่า 1071.5 มิลลิเมตร และมีจำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ย 111.2 วัน โดยเดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกมากที่สุดในรอบปี ปริมาณฝนมากที่สุดใน 24 ชั่วโมง วัดได้ 172.6 มิลลิเมตร ( สถานีอุตุนิยมวิทยาอุทกโชคชัย อ. โชคชัย) เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2519

gallery image
กราฟเส้นแสดงอุณหภูมิของเดือนระหว่างปี พ.ศ. 2559 – 2560 (ข้อมูลจากสถานีนครราชสีมา)

  พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวผ่านหรือเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา มีแหล่งกำเนิดจากทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก โดยเคลื่อนตัวผ่านประเทศเวียดนาม กัมพูชาและลาวก่อนจะเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยทำให้พายุหมุนเขตร้อนอ่อนกำลังเป็นพายุดีเปรสชันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่มีกำลังและความรุนแรงมากนัก นอกจากทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากจนก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ในบางพื้นที่ สำหรับช่วงเวลาที่พายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวผ่านหรือเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมาจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะเดือนกันยายนเป็นช่วงที่พายุหมุนเขตร้อนมีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่จังหวัดนี้ได้มากที่สุด

ข้อมูลจาก : หนังสือลักษณะภูมิประเทศและธรณีวิทยาในอุทยานธรณีโคราช
โดย : สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (พฤศจิกายน 2560)
close