มรดกทางวัฒนธรรม

  จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในโคราชทำให้ทราบได้ว่า ผืนแผ่นดินโคราชเป็นดินแดนที่มีมนุษย์เข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อไม่น้อยกว่า 3,000 ปีก่อน ซึ่งสามารถแบ่งบรรยายได้เป็น 2 ยุค คือ ยุคก่อนประวัตืศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์ ดังนี้

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

  จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า มีชุมชนโบราณซึ่งเป็นร่องรอยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคหินใหม่ต่อเนื่องมาถึงยุคโลหะกระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัดนครราชสีมา โดยมีแหล่งโบราณคดีที่สำคัญคือ ชุมชนบ้านปราสาท อำเภอโนนสูง และแหล่งภาพเขียนสีเขาจันทน์งาม อำเภอสีคิ้ว ซึ่งกำหนดอายุได้ประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว

  บ้านปราสาทนับเป็นแหล่งโบราณคดีแห่งที่สองต่อจากบ้านเชียง ที่ได้จัดทำในลักษณะพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง จากหลักฐานที่ค้นพบสันนิษฐานว่า มีชุมชนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ มีหลักฐานของกลุ่มวัฒนธรรมแบบทวารวดีและแบบเขมรโบราณ ช่วงระหว่าง 1,500 - 3,000 ปีมาแล้ว

  มีโครงกระดูกฝังอยู่ในชั้นดินแต่ละสมัย แต่ละยุคมีลักษณะการฝังที่ต่างกันไป ยุค 3,000 ปี อยู่ในชั้นดินระดับล่างสุดลึก 5.5 เมตร โครงกระดูกจะหันหัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ยุค 2,500 ปี หันหัวไปทางทิศตะวันออก ส่วนยุค 2,000 ปีหันหัวไปทางทิศใต้ แต่คติในการฝังจะคล้ายกันคือจะนำเครื่องประดับ เช่น กำไลเปลือกหอย ลูกปัด แหวนสำริด กำไลสำริด เครื่องประดับศีรษะทำด้วยสำริดและภาชนะของผู้ตายฝังร่วมไปด้วยกับผู้ตาย ในช่วงสามระยะแรกนี้เป็นภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง แบบลายเชือกทาบ ลักษณะหลักของภาชนะเป็นแบบคอแคบปากบาน แต่บางใบมีทรงสูงเหมือนคนโท บางชิ้นมีลักษณะเป็นทรงกลมสั้น ต่อมาในยุค 1,500ปี ลักษณะภาชนะจะเปลี่ยนเป็นแบบพิมายดำ คือ มีสีดำ ผิวขัดมัน เนื้อหยาบบาง

  ในดินชั้นบนพบร่องรอยของศาสนสถานในพุทธศตวรรษที่ 13-16 เรียกกันว่า "กู่ธารปราสาท" และพบเศียรพระพุทธรูปในสมัยเดียวกันและศิลปะทวารวดีแบบท้องถิ่น นอกจากนี้ยังพบรูปปั้นดินเผาผู้หญิงครึ่งตัวเอามือกุมท้องลักษณะคล้ายตั้งครรภ์ และชิ้นส่วนลายปูนปั้นประดับปราสาท

  พบโครงกระดูกในชั้นดินที่ 5.5 เมตร เป็นผู้หญิงทั้งหมด เป็นที่น่าสังเกตว่ากระดูกทุกโครงในหลุมนี้ไม่มีศีรษะ และภาชนะนั้นถูกทุบให้แตกก่อนที่จะนำลงไปฝังด้วยกัน นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกของผู้หญิงที่ถูกประหารชีวิตและนำศีรษะไปแห่ประจาน และได้พบส่วนกะโหลกอยู่รวมกันในอีกที่หนึ่ง ซึ่งห่างจากจุดเดิมเพียง 500 เมตร ชาวบ้านปราสาทจะร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลในวันที่ 21 เมษายน ของทุกปี

  ส่วนแหล่งภาพเขียนสีเขาจันทน์งาม เป็นภาพเขียนบนผนังเพิงหินทราย ส่วนมากเป็นภาพคนมีทั้งชาย หญิง และเด็ก ประมาณ 32 คน มีภาพสัตว์ประกอบอยู่ด้วย 2-3 ตัว อาจเป็นสุนัข นกหรือไก่ ตะกวด หรือเม่นหรือเสือก็ได้ เขียนด้วยสีแดงแบบระบายสีเงาทึบ ภาพทั้งหมดแสดงอาการเคลื่อนไหว ภาพเหล่านี้อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 4-5 เมตร เขียนเป็นกลุ่มๆกลุ่มที่เด่นและสำคัญที่สุดอยู่บนผนังเพิงหินด้านทิศตะวันออกมีภาพคนปรากฏอยู่ 14 คน ชาย-หญิง-เด็ก และสุนัข 1 ตัว อย่างไรก็ตามภาพเขียนสีที่เขาจันทน์งามนี้ น่าจะเป็นความต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์หรือพิธีกรรม อันเนื่องจากความเชื่อในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ จึงได้มีการจัดกิจกรรมพิเศษขึ้น และได้ทำการบันทึกไว้บนผนังหินนั้น ดังนั้นชุมชนนี้คงดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ เลี้ยงสัตว์ และเพาะปลูกด้วย

ยุคประวัติศาสตร์
สมัยทวารวดี

  ครั้นถึงสมัยประวัติศาสตร์ ได้เกิดมีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเสมา ตั้งอยู่บริเวณอำเภอสูงเนินในปัจจุบัน เป็นเมืองใหญ่เชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของรัฐศรีจนาศะ ต่อมาในสมัยขอมพระนครมีการสร้าง เมืองโคราช หรือ นครราช หรือ อังกอร์ราช อยู่ในบริเวณเดียวกัน เคยเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยขอมแต่ปัจจุบันเป็นเมืองร้าง ตั้งอยู่ริมฝั่งลำตะคอง และมีเมืองพิมายเป็นเมืองสำคัญของขอมในบริเวณนี้

สมัยอยุธยา

  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) โปรดให้สร้างเมืองสำคัญที่อยู่ชายแดน ให้มีป้อมปราการ จึงให้ย้ายเมืองที่ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน มาสร้างเมืองที่มีป้อมปราการและคูน้ำล้อมรอบขึ้นใหม่ในที่ซึ่งอยู่ในปัจจุบัน แล้วเอานามเมืองใหม่ทั้งสอง คือเมืองโคราช กับเมืองเสมา มาผูกเป็นนามเมืองใหม่ เรียกว่าเมืองนครราชสีมา แต่คนทั่วไปเรียกว่า เมืองโคราช เมืองนี้กำแพงก่อด้วยอิฐ มีใบเสมาเรียงรายตลอด มีป้อมกำแพงเมือง 15 ป้อม 4 ประตู สร้างด้วยศิลาแลง ได้แก่ ประตูพลแสนทางด้านเหนือ ประตูชัยณรงค์ทางด้านใต้ ประตูพลล้านทางด้านตะวันออก และประตูชุมพลทางด้านตะวันตก

สมัยรัตนโกสินทร์

  ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ ได้ก่อการกบฏโดยยกกองทัพจะลงมาตีกรุงเทพมหานคร เมื่อเจ้าอนุวงศ์ยกกองทัพมาถึงเมืองนครราชสีมาและเข้าโจมตีเมืองนั้น พระยาปลัด (พระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ทศทิศวิชัย) ผู้รักษาเมืองไม่อยู่ เพราะไปปราบการจลาจลที่เมืองขุขันธ์ กองทหารของเจ้าอนุวงศ์จึงตีเมืองนครราชสีมาได้โดยง่ายและกวาดต้อนกรมการเมือง ตลอดจนพลเมืองทั้งชายหญิงไปเป็นเชลย

  เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2369 ในระหว่างการเดินทางคุณหญิงโมภรรยาพระปลัดได้คิดอุบายกับกรมการเมืองให้ชาวบ้านเชื่อฟังทหารผู้ควบคุม แกล้งทำกลัวเกรงและประจบเอาใจจนทหารของเจ้าอนุวงศ์ จนกระทั่งเดินทางมาถึงทุ่งสัมฤทธิ์ ได้พักตั้งค่ายค้างคืนอยู่ ณ ที่นั้น คุณหญิงโมได้ออกอุบายให้ชาวเมืองนำอาหารและสุราไปเลี้ยงดูผู้ควบคุมอย่างเต็มที่ จนทหารต่างก็เมามายไม่ได้สติ หมดความระมัดระวัง พอตกดึกก็พร้อมกันจับอาวุธไล่ฆ่าทหารเวียงจันทน์ตายเป็นจำนวนมาก แล้วหาชัยภูมิตั้งมั่นอยู่ ณ ที่นั้น เจ้าอนุวงศ์ทราบข่าวก็ให้เจ้าสุทธิสารบุตรคนใหญ่คุมกำลังทหารเดินเท้าและทหารม้ารีบรุดมาทำการปราบปราม แต่คุณหญิงโมก็จัดขบวนทัพ จนกองทัพพวกเวียงจันทน์แตกยับเยิน วีรกรรมที่คุณหญิงโมได้ประกอบขึ้นที่ทุ่งสัมฤทธิ์ครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณหญิงโมดำรงฐานันดรศักดิ์ เป็นท้าวสุรนารีและต่อมามีการสร้างเป็นอนุสาวรีย์ดังปรากฏอยู่กลางเมืองนครราชสีมาในปัจจุบันที่เป็นที่เคารพนับถือของคนไทยจนเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมาจวบจนปัจจุบัน

ข้อมูลจาก : หนังสือลักษณะภูมิประเทศและธรณีวิทยาในอุทยานธรณีโคราช
โดย : สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (พฤศจิกายน 2560)
close