มรดกทางธรณีวิทยา

gallery image

ธรณีวิทยาทั่วไป

  ลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่อุทยานธรณีโคราชถูกควบคุมโดยลักษณะของหินและธรณีโครงสร้างเป็นหลัก การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกแบบยกตัวขึ้นเป็นที่ราบสูงประกอบกับการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกไปทางด้านข้างทำให้ชั้นหินเกิดการคดโค้งโก่งงอแบบไม่รุนแรงนัก ก่อให้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดลักษณะภูมิประเทศเป็น 2 แอ่งสะสมตะกอน คือ แอ่งสกลนครทางด้านเหนือและแอ่งโคราชทางด้านใต้โดยมีเทือกเขาภูพานคั่นระหว่างแอ่งทั้งสอง ทั้งนี้แอ่งโคราชมีขอบแอ่งเป็นพื้นที่สูงโดยรอบ ด้านเหนือเป็นแนวเทือกเขาภูพาน ด้านตะวันตกเป็นแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์และเทือกดงพญาเย็น ด้านใต้เป็นแนวเทือกเขาสันกำแพงที่ต่อเนื่องไปทางตะวันออกเป็นเทือกเขาพนมดงรัก ส่วนด้านตะวันออกเป็นพื้นที่ลาดเอียงชันขึ้นจรดริมฝั่งแม่น้ำโขงเห็นเป็นหน้าผาสูงชันมีแม่น้ำโขงต่ำลึกลงไปด้านล่าง โดยพบว่าหินบริเวณด้านตะวันตกและด้านตะวันออกของแอ่งมีลักษณะปรากฏที่แสดงถึงการถูกกัดกร่อนทำลายอย่างรุนแรง เช่น บริเวณมอหินขาวและป่าหินงามในจังหวัดชัยภูมิและบริเวณเสาเฉลียงในจังหวัดอุบลราชธานี ส่วนพื้นที่อุทยานธรณีโคราชนั้นตั้งอยู่บริเวณขอบแอ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของแอ่งโคราช มีลักษณะปรากฏดังนี้
  บ้านปราสาทนับเป็นแหล่งโบราณคดีแห่งที่สองต่อจากบ้านเชียง ที่ได้จัดทำในลักษณะพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง จากหลักฐานที่ค้นพบสันนิษฐานว่า มีชุมชนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ มีหลักฐานของกลุ่มวัฒนธรรมแบบทวารวดีและแบบเขมรโบราณ ช่วงระหว่าง 1,500 - 3,000 ปีมาแล้ว
  มีโครงกระดูกฝังอยู่ในชั้นดินแต่ละสมัย แต่ละยุคมีลักษณะการฝังที่ต่างกันไป ยุค 3,000 ปี อยู่ในชั้นดินระดับล่างสุดลึก 5.5 เมตร โครงกระดูกจะหันหัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ยุค 2,500 ปี หันหัวไปทางทิศตะวันออก ส่วนยุค 2,000 ปีหันหัวไปทางทิศใต้ แต่คติในการฝังจะคล้ายกันคือจะนำเครื่องประดับ เช่น กำไลเปลือกหอย ลูกปัด แหวนสำริด กำไลสำริด เครื่องประดับศีรษะทำด้วยสำริดและภาชนะของผู้ตายฝังร่วมไปด้วยกับผู้ตาย ในช่วงสามระยะแรกนี้เป็นภาชนะดินเผาเคลือบน้ำดินสีแดง แบบลายเชือกทาบ ลักษณะหลักของภาชนะเป็นแบบคอแคบปากบาน แต่บางใบมีทรงสูงเหมือนคนโท บางชิ้นมีลักษณะเป็นทรงกลมสั้น ต่อมาในยุค 1,500ปี ลักษณะภาชนะจะเปลี่ยนเป็นแบบพิมายดำ คือ มีสีดำ ผิวขัดมัน เนื้อหยาบบาง


แผนที่ธรณีวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือแสดงการกระจายตัวของหน่วยหินที่ทำให้ทราบว่าชั้นหินเกิด
การคดโค้งโก่งงอเกิดเป็นแนวเทือกเขาและเกิดแอ่งสะสมตะกอนสองแอ่ง
คือแอ่งสกลนครและแอ่งโคราช (กรมทรัพยากรธรณี)

ลำดับชั้นหิน

  หมวดหินตะกอนต่าง ๆ อย่างน้อย 9 หมวดหินบริเวณขอบแอ่งถูกยกตัวสูงกว่าบริเวณกลางแอ่งทำให้ชั้นหินมีการวางตัวเอียงเทจากบริเวณขอบแอ่งลาดต่ำลงไปสู่บริเวณกลางแอ่ง ขณะเดียวกันหมวดหินต่าง ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติทนทานต่อการถูกกัดกร่อนที่แตกต่างกันทำให้เห็นหมวดหินโผล่ให้เห็นสูงต่ำแตกต่างสลับกันไป มีรายละเอียดดังนี้

กลุ่มหินสระบุรี

  หินปูนกลุ่มหินสระบุรี เป็นหินปูนสลับหินดินดานยุคเพอร์เมียน พบหินปูนถูกละลายด้วยน้ำฝนเกิดลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ (หมวดหินเขาขาด) และมีหินดินดานกึ่งหินชนวนโผล่ให้เห็นด้านบน (หมวดหินปางอโศก) โดยมีหินอัคนีแทรกซอนพวกหินแกรนิตและหินแกรโนไดออไรต์แทรกตัวดันขึ้นมารองรับอยู่ด้านล่างโผล่ให้เห็นเป็นหย่อม ๆ ทำให้หินปูนและหินดินดานเกิดการแปรสภาพเป็นหินอ่อนและหินชนวนบริเวณที่สัมผัสกับหินอัคนีแทรกซอน หินปูนที่ถูกดันตัวโผล่ขึ้นมาถูกละลายด้วยน้ำฝนแต่ก็มีความทนทานเพียงพอจึงพบเป็นพื้นที่ภูเขาหินปูนสูง ๆ ต่ำ ๆ แบบคาสต์พบเห็นได้บริเวณขอบแอ่งโคราช (อยู่นอกพื้นที่อุทยานธรณีโคราช)

หินแกรนิต

  หินแกรนิต เป็นหินอัคนีแทรกซอนแทรกดันขึ้นมาช่วงยุคไทรแอสซิก พบโผล่ให้เห็นเป็นหย่อมๆ ในเขตอำเภอปากช่องและต่อเนื่องไปในเขตอำเภอวังน้ำเขียว และยังพบในเขตจังหวัดสระบุรีซึ่งทั้งหมดอยู่นอกเขตพื้นที่อุทยานธรณีโคราช ความร้อนจากหินแกรนิตบริเวณรอยสัมผัสกับหินปูนกับหินดินดานทำให้หินปูนและหินดินดานแปรสภาพไปเป็นหินอ่อนและหินชนวนตามลำดับ

หมวดหินภูกระดึง

  หินทรายหมวดหินภูกระดึง เป็นหินทรายยุคจูแรสซิก เป็นหมวดหินที่วางตัวอยู่บนหินปูนและอาจมีหมวดหินอื่นแทรกคั่นอยู่แต่ในพื้นที่ศึกษาลีบบางหายไป เป็นหินทรายเนื้อละเอียดถึงปานกลางสีน้ำตาลแดง มีความทนทานต่อการถูกสึกกร่อนได้น้อย ส่วนใหญ่จึงพบบริเวณที่ราบต่ำที่มีชั้นตะกอนดินปิดทับ แต่พบโผล่ให้เห็นได้อย่างชัดเจนบริเวณเชิงเขาที่มีหมวดหินที่ทนทานต่อการสึกกร่อนมากกว่าปิดทับอยู่ด้านบน

gallery image

หมวดหินพระวิหาร

  หินทรายหมวดหินพระวิหาร เป็นหินทรายยุคจูแรสซิก-ยุคครีเทเชียสที่ประกอบด้วยเม็ดตะกอนทรายหยาบและทรายขนาดปานกลาง บางบริเวณมีกรวดปน สีขาว เหลือง น้ำตาลอ่อน มีการเชื่อมประสานด้วยสารซิลิกาทำให้เป็นหินทรายที่คงทนต่อการสึกกร่อน มีโครงสร้างปฐมภูมิแบบชั้นเฉียงระดับพบเห็นได้ทั่วไป โดยปรากฏเป็นหินทรายแข็งที่มีหินทรายหมวดหินภูกระดึงรองรับอยู่ด้านล่าง อย่างไรก็ตามเนื่องจากชั้นหินมีการวางตัวเอียงเทไปทางกลางแอ่ง ทำให้เห็นบริเวณขอบแอ่งเป็นผาสูงชันส่วนด้านเข้าหาแอ่งมีลักษณะเป็นลาดตามแนวเท เห็นเป็นภูมิประเทศแบบเขาอีโต้ (cuesta) เป็นแนวเทือกเขายาวขนานไปกับขอบแอ่ง สันเขานี้ใช้เป็นแนวเขตของอุทยานธรณีโคราชทางด้านใต้และตะวันตกเฉียงใต้ แหล่งธรณีวิทยาที่เป็นหินทรายหมวดหินนี้ได้แก่ บริเวณเขาขนานจิต เขายายเที่ยง เขาจันทน์งาม น้ำตกวะภูแก้ว และวัดป่าภูผาสูง

หมวดหินเสาขัว

  หินทรายหมวดหินเสาขัว หมวดหินนี้วางตัวอยู่บนหมวดหินพระวิหาร เป็นหินทรายยุค ครีเทเชียสที่มีคุณสมบัติผุพังสลายตัวได้ง่าย ทำให้เกิดเป็นพื้นที่หุบเขาต่ำ มีดินและพืชปกคลุมจนไม่พบหินโผล่ให้เห็นชัดเจนในพื้นที่อุทยานธรณีโคราช พบเป็นพื้นที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแนวเทือกเขาทางด้านใต้

หมวดหินภูพาน

  หินทรายหมวดหินภูพาน เป็นหินทรายยุคครีเทเชียสเนื้อปานกลางถึงหยาบ สีน้ำตาลถึงน้ำตาลแดง พบโครงสร้างชั้นเฉียงระดับทั่วไป วางตัวอยู่บนหมวดหินเสาขัว มีความทนทานต่อการสึกกร่อนค่อนข้างสูงทำให้พบเป็นภูเขาลูกโดด ๆ เรียงเป็นแนวยาวขนานไปกับภูเขาหินทรายหมวดหินพระวิหาร แนวเทือกเขาดังกล่าวนี้มีลักษณะเหมือนเทือกเขาอีโต้ของหมวดหินพระวิหาร คือ มีด้านผาชันอยู่ทางด้านตะวันตกใต้และมีด้านลาดตามแนวเทอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เพียงแต่ว่าแนวเทือกเขาอีโต้นี้ถูกกัดกร่อนขาดออกจากกันเป็นช่วง ๆ จนกลายเป็นภูเขาลูกโดด ๆ เรียงกันเป็นแนวยาว ส่วนที่ถูกกร่อนขาดหายไปมีทั้งที่เป็นที่ราบกว้าง บ้างเป็นกิ่วลม และบ้างมีธารน้ำไหลผ่านเป็นกิ่วน้ำ พื้นที่ที่มีหินทรายหมวดหินภูพานโผล่นี้พบเป็นทั้งภูเขาสูงลูกโดด ๆ และเป็นเนินเตี้ย ๆ พบมีแหล่งกุมภลักษณ์หลายแห่ง เช่น ลานหินตัดสีคิ้ว วัดมอจะบก และเขาสามสิบส่าง

หมวดหินโคกกรวด

  หินทรายหมวดหินโคกกรวด เป็นหมวดหินยุคครีเทเชียสที่วางตัวต่อเนื่องบนหมวดหินภูพาน แต่เนื่องจากเป็นหมวดหินที่ชั้นหินมีการวางตัวเอียงเทน้อยกว่าทางพื้นที่ด้านใต้มาก จึงดูเหมือนจะไม่มีการเอียงเท เป็นหินตะกอนเนื้อประสม 2 ลักษณะ คือ ด้านล่างเป็นหินทรายเนื้อละเอียดถึงเนื้อปานกลาง ไม่ทำปฏิกิริยากับกรดเกลือเจือจาง พบเห็นได้ชัดเจนบริเวณท้องน้ำและชายฝั่งลำตะคอง เช่นที่น้ำตกวังเณร ซึ่งเป็นบริเวณที่ท้องน้ำเป็นหินทรายลาดเอียงเทเล็กน้อยไปทางทิศเหนือทำให้น้ำไหลเชี่ยวกว่าปกติจนผู้คนเรียกว่าน้ำตก พบบ่อน้ำบาดาลพุหลายบ่อบริเวณพื้นที่ตำบลมะเกลือใหม่ อำเภอสูงเนิน อาจเนื่องมาจากพื้นที่มีระดับความสูงประมาณ 220 เมตรจากระดับทะเล ขณะที่ระดับน้ำในเขื่อนลำตะคองช่วงสูงสุดอยู่ที่ระดับประมาณ 261 เมตรจากระดับทะเล ทั้งนี้น้ำบาดาลพุอาจได้มาจากโซนรอยต่อระหว่างหมวดหิน
  ส่วนหินที่วางตัวอยู่ด้านบนเป็นหินทรายปนกรวดจนถึงหินกรวดมน พบโผล่ให้เห็นโดดเด่นบริเวณพื้นที่ตำบลโคกกรวด สารเชื่อมประสานเป็นเนื้อปูนทำปฏิกิริยารุนแรงกับกรดเกลือเจือจาง พื้นที่ของหมวดหินนี้มักปรากฏเป็นพื้นที่ลอนลาดแบบลูกคลื่น บริเวณตำบลโคกกรวดและตำบลสุรนารีพบชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์จำนวนมากและมีการขุดค้นและศึกษาวิจัยหลายชนิด ได้แก่ ไดโนเสาร์อิกัวโนดอนต์ ราชสีมาซอรัส สุรนารีเอ สยามโมดอน นิ่มงามมิ สิรินธรน่า โคราชเอนซิส จระเข้โคราโตซูคัส จินตสกุลไล เต่าจมูกหมูกิซิลกูเมมิส โคราชเอนซิสและชาเชมมิส ฉลามไฮโบดอนต์ไทยโอดัส รุจา และยังพบเศษซากกระดูกสัตว์ เกล็ดปลา ฟันไดโนเสาร์กินเนื้อ และรวมถึงเศษไม้กลายเป็นหินอีกด้วย

หมวดหินมหาสารคาม

  หมวดหินมหาสารคามประกอบด้วยชั้นหินโคลนสลับชั้นเกลือหินยุคครีเทเชียสตอนปลาย วางตัวอยู่บนหมวดหินโคกกรวด ไม่พบโผล่ในพื้นที่อุทยานธรณีโคราช อย่างไรก็ตามมีรายงานการศึกษาชั้นเกลือหินและแร่โพแทชจากหลุมเจาะ 7 หลุมในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติที่ดำเนินการเจาะโดยกรมทรัพยากรธรณีซึ่งพบชั้นเกลือหิน 2 ชั้น พบแร่โพแทชทั้งชนิดแร่คาร์นัลไลต์และแร่ซิลไวต์ที่ชั้นเกลือหินชั้นด้านล่างซึ่งสามารถอธิบายการเกิดแร่ซิลไวต์ในประเทศไทยด้วยทฤษฏีโดมเกลือได้ ชั้นเกลือหินนี้สามารถละลายซึมขึ้นไปปนเปื้อนกับน้ำบาดาลและแม้แต่แหล่งน้ำผิวดินได้ ทั้งนี้พื้นที่ทางด้านเหนือของอำเภอขามทะเลสอได้มีการพัฒนาเป็นเหมืองละลายโดยการสูบอัดน้ำผิวดินลงไปละลายชั้นเกลือหินแล้วสูบกลับขึ้นไปตากในแปลงนาให้ระเหยตกผลึกเกลือ

ตะกอนมหายุคซีโนโซอิก

  ตะกอนกรวด เป็นชั้นตะกอนหนาบางไม่สม่ำเสมอ เป็นกรวดที่มีความกลมมนดีเกิดสะสมตัวบนท้องแม่น้ำในอดีต อยู่ห่างจากแม่น้ำปัจจุบันมากกว่า 10 กิโลเมตร พบปกคลุมกว้างขวางบริเวณเขาแก้ว บ้านโกรกเดือนห้า ซึ่งในอดีตเคยเป็นเนินสูงลักษณะคล้ายภูเขา แต่เนื่องจากมีการขุดตักเอาไปถมเพื่อสร้างถนนมิตรภาพและสนามบินจนปัจจุบันกลายเป็นเนินไม่สูงนัก มีการพบท่อนไม้กลายเป็นหินจำนวนมากเห็นเป็นท่อนซุงขนาดยาวและใหญ่ มีผู้ศึกษาชนิดของไม้กลายเป็นหินพบว่าเป็นกลุ่มของไม้ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับต้นไม้ปัจจุบันที่พบในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง อย่างน้อยมี 7 วงศ์ 10 สกุล และ 17 ชนิด ได้แก่ วงศ์และ/หรือสกุลมะม่วง มะกอกเกลื้อน สมอ ปลาไหลเผือก มังคะ จั่น จิก และสะเดา ตะกอนกรวดเหล่านี้พบกระจายตัวเป็นแนวยาวไปทางด้านตะวันออกที่แสดงถึงแนวแม่น้ำในอดีต ส่วนในด้านอายุที่แก่ที่สุดยังไม่มีการศึกษาที่แน่นอนชัดเจนลงไป แต่ตะกอนอาจมีอายุอ่อนลงไปทางด้านเหนือจนถึงตำแหน่งแม่น้ำในปัจจุบัน
  ตะกอนทราย เป็นตะกอนร่วนที่ยังไม่แข็งตัวเป็นหิน ยังไม่มีการศึกษาอายุอย่างชัดเจน แต่จากซากดึกดำบรรพ์ที่พบมีความเก่าแก่ถึงสมัยไมโอซีน บริเวณตำบลท่าช้าง ตำบลช้างทอง และตำบลพระพุทธ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ พบเป็นแหล่งสะสมตัวของตะกอนทรายเป็นบริเวณกว้าง ตั้งแต่ริมฝั่งแม่น้ำมูลจนห่างไกลออกไป มีการขุดเป็นบ่อขนาดใหญ่เพื่อดูดทรายจำหน่ายเป็นวัสดุก่อสร้าง พบชั้นตะกอนทรายและชั้นดินเหนียว มีซากซุงของต้นไม้มากมายวางตัวระเกะระกะ และพบซากกระดูกสัตว์มีกระดูกสันหลังจำนวนมากหลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการพบซากกระดูกช้างถึง 10 สกุล ได้แก่ โปรไดโนธีเรียม ไดโนธีเรียม กอมโฟธีเรียม เตตระโลโฟดอน ไซโนมาสโตดอน โปรตานันคัส สเตโกโลโฟดอน สเตโกดอน ไซโกโลโฟดอน และเอเลฟาส นอกจากนี้ยังพบซากกระดูกฮิปโป แรด วัวควาย หมู กวาง กระจง อุรังอุตัง ยีราฟ ชาลิโคแธร์ และเสือเขี้ยวดาบ และรวมถึงพวกเต่า ตะพาบน้ำ จระเข้ ปลา และหอย ซากดึกดำบรรพ์เหล่านี้ยังไม่ทราบตำแหน่งทางการลำดับชั้นหินที่ชัดเจนแน่นอนเนื่องจากพบจากการดูดทราย และยังพบอุลกมณีหลุดลอยตามพื้นทรายได้หลายชิ้นอีกด้วย นอกจากนี้มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์จำนวนมากในขณะขุดสระน้ำเมื่อปี พ.ศ. 2549 ที่ตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา พบท่อนไม้กลายเป็นหินและเมล็ดพืช สเตโกดอน ไฮยีนา วัวควาย กวาง แรด ฮิปโป เต่า ตะพาบน้ำ และตะโขง เป็นต้น
  ดินยโสธร เป็นดินทรายละเอียดสีแดงถึงส้มสด โดยทั่วไปพบวางตัวอยู่บนชั้นตะกอนกรวด พบชั้นเฟอร์ริครีต (ferricrete) บริเวณรอยสัมผัสระหว่างชั้นตะกอนทั้งสองได้ทั่วไป ด้านล่างของชั้นดินยโสธรพบเป็นตะกอนขนาดทรายหยาบถึงขนาดกรวดเล็ก มีรูปร่างเหลี่ยมคม ส่วนใหญ่ประกอบด้วยแร่ควอตซ์และเศษหินอื่น ๆ ทั้งนี้ขนาดของเม็ดตะกอนจะมีขนาดเล็กลงขึ้นไปทางด้านบนจนมีขนาดทรายละเอียดในระยะประมาณ 30 ซม. โดยส่วนด้านบนทั้งหมดจะไม่สามารถสังเกตเห็นโครงสร้างใด ๆ ได้ด้วยตาเปล่าแต่สังเกตุเห็นความแปรผันในขนาดเม็ด พบอุลกมณีเป็นก้อนหินลอยได้บางบริเวณที่ไม่ทราบตำแหน่งดั้งเดิมที่แท้จริง ทั้งนี้มีรายงานพบอุลกมณีในชั้นตะกอนบริเวณรอยต่อระหว่างชั้นกรวดกับชั้นดินยโสธรที่บ่อดินภูเขาทอง ตำบลไชยมงคล อีกทั้งมีรายงานพบลักษณะดังกล่าวที่บ่อดินอำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิด้วย ซึ่งต่อมาก็พบอีกหลายแห่งรวมถึงบ่อดินบริเวณถัดจากทางเลี่ยงเมืองด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองขอนแก่นที่พบจำนวนมาก โดยอุลกมณีในแถบภูมิภาคนี้เคยมีการศึกษาอายุเอาไว้ได้ประมาณ 0.7 – 0.8 ล้านปีซึ่งมีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์อุกกาบาตพุ่งชนผิวโลกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อเนื่องไปจนถึงออสเตรเลีย

gallery image

ธรณีพิบัติภัย

  เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 23.00 น. ได้เกิดแผ่นดินไหวบนบก ขนาด 3.0 บริเวณอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ประชาชนในพื้นที่อำเภอปากช่องรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ไม่มีรายงานความเสียหาย (สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา) ซึ่งสาเหตุการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ สันนิษฐานว่าเกิดจากการเลื่อนตัวรอยเลื่อน "ลำตะคอง" ซึ่งรอยเลื่อนนี้วางตัวในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ พาดผ่านบริเวณตะเข็บรอยต่อของหมวดหินเสาขัวที่ประกอบด้วยหินทรายแป้งและหินทรายสีน้ำตาลแดง กับหมวดหินพระวิหารที่ประกอบด้วยหินทรายสีขาว อย่างไรก็ตาม รอยเลื่อนลำตะคองนี้เป็นรอยเลื่อนที่คาดว่าจะมีพลัง มีการเลื่อนตัวในอดีตนานหลายแสนปีมาแล้ว จัดว่าเป็นรอยเลื่อนเก่าและกลับมาเลื่อนตัวอีกครั้งในปัจจุบัน ซึ่งในอดีตเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.0 รู้สึกได้ที่ อำเภอปากช่องนี้เช่นกัน

ความโดดเด่นทางธรณีวิทยา

  อุทยานธรณีโคราชมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่โดดเด่น 2 ด้าน คือ ความโดดเด่นด้านแหล่งซากดึกดำบรรพ์ และความโดดเด่นด้านภูมิประเทศเทือกเขารูปอีโต้ กล่าวได้ดังนี้

แหล่งซากดึกดำบรรพ์

  แหล่งซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตร่วมสมัย พบในชั้นหินส่วนบนของหมวดหินโคกกรวดยุคครีเทเชียสตอนต้น บริเวณพื้นที่ตำบลโคกกรวดและตำบลสุรนารี เป็นหินทรายและหินทรายปนกรวด ซากดึกดำบรรพ์ที่พบเกือบทั้งหมดเป็นสกุลและ/หรือชนิดที่ไม่มีรายงานพบที่ใดมาก่อนของโลก ประกอบด้วยไดโนเสาร์อิกัวโนดอนต์กลุ่มที่ไม่เป็นแฮโดรซอร์และกลุ่มที่เป็นแฮโดรซอร์รวม 3 ชนิดด้วยกัน คือ ราชสีมาซอรัส สุรนารีเอ สยามโมดอน นิ่มงามมิ และสิรินธรน่า โคราชเอนซีส เมื่อพิจารณาในแง่วิวัฒนาการชาติพันธุ์แล้วสิรินธรนา โคราชเอนซิส เป็นอิกัวโนดอนต์ที่ถือได้ว่าเป็นแฮโดรซอร์ที่อยู่ฐานด้านล่างสุดของสายวิวัฒนาการ ทั้งนี้ในช่วงต้นของยุคครีเทเชียสนี้ ยังพบจระเข้ขายาวโคราชโตซูคัส จินตสกุลไล วิวัฒนาการขึ้นมาแล้ว ส่วนพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำจืดเป็นที่อยู่อาศัยของเต่ากิซิลกูเมมิส โคราชเอนซีส และเต่าชาเชมิส และรวมถึงฉลามไฮโบดอนต์ไทยโอดัส รุจา ทั้งนี้ยังพบเขี้ยวไดโนเสาร์กินเนื้อจำนวนมากและรวมถึงเศษไม้กลายเป็นหินอีกด้วย โดยอาจกล่าวได้ว่าในช่วงปลายของมหายุคมีโซโซอิก สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมถึงพื้นที่อุทยานธรณีโคราชอยู่ในระบบนิเวศที่เป็นป่าสนฉัตรเป็นหลัก


ซากดึกดำบรรพ์จากบ้านสะพานหิน ตำบลโคกกรวด A) ราชสีมาซอรัส สุรนารีเอ B) โคราชโตซูคัส จินตสกุลไล
C) ไทยโอดัส รุจา D) กิซิลกูเมมิส โคราชเอนซีส (มาตราส่วนแท่งขนาด 2 ซม.)


สภาพแวดล้อมช่วงต้นยุคครีเทเชียสบริเวณบ้านสะพานหิน ตำบลสุรนารี ที่เป็นชุมชนไดโนเสาร์และสัตว์ร่วมสมัยภายใต้ป่าสนฉัตรบริเวณธารน้ำไหล

  ซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสิ่งมีชีวิตร่วมสมัย พื้นที่ตำบลโคกสูง ตำบลท่าช้าง และตำบลช้างทอง เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่จัดได้ว่าเป็นแหล่งที่มีความคงสภาพของซากดึกดำบรรพ์ที่ดีและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นแหล่งที่ไม้กลายเป็นหินเป็นท่อนซุงขนาดต่าง ๆ จำนวนมากจากบ่อทรายขุดที่สามารถนำไปศึกษาสภาพป่าไม้ดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งมีความหลากหลายของสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนสกุลของสัตว์งวงที่มีรายงานเอาไว้มากถึง 10 สกุล ได้แก่ โปรไดโนธีเรียม ไดโนธีเรียม กอมโฟธีเรียม เตตระโลโฟดอน ไซโนมาสโตดอน โปรตานันคัส สเตโกโลโฟดอน สเตโกดอน ไซโกโลโฟดอน และเอเลฟาส จากจำนวน 55 สกุลเท่าที่เคยมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษของสัตว์งวงที่เก่าแก่ที่สุดในสมัยพาลีโอซีน (60 ล้านปีก่อน) คือ เอริธีเรียม แอซซูซอรัม จากมอร็อกโกได้วิวัฒนาการขึ้นมาครั้งแรก และวิวัฒนาการไปเป็นสัตว์งวงอย่างหลากหลายที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันแต่ก็ต้องเผชิญกับการสูญพันธุ์ไปจนปัจจุบันเหลือเพียง 2 สกุลอย่างมีปริศนา


ซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจากบ่อทรายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ A) แรดอะเซอราธีเรียม พอพันธ์ไน
B) หมูเมอริโคโปเทมัส ท่าช้างเอนซิส C) อุรังอุตังโคราชพิเธคัส พิริยะอิ D) ช้างกอมโฟธีเรียม E) ช้างไซโนมาสโตดอน F) ช้างสเตโกโลโฟดอน (มาตราส่วนแท่งยาว 2 ซม.)

gallery image

  โดยในปัจจุบันโลกของเรายังคงเหลือสัตว์งวงที่ยังมีชีวิตอยู่เพียง 3 สายพันธุ์จากจำนวนเพียง 2 สกุลเท่านั้น คือ ช้างเอเชีย เอเลฟาส แม๊กซิมัส และช้างแอฟริกา 2 ชนิด คือ ช้างพุ่มไม้แอฟริกา ล็อกโซดอนต้า แอฟริกาน่า และช้างป่าแอฟริกา ล็อกโซดอนต้า ซายโคลติส การพบสัตว์งวง 10 สกุลดังกล่าวในพื้นที่เล็ก ๆ ของอำเภอเฉลิมพระเกียรตินี้นับเป็นความโดดเด่นยิ่งที่ไม่มีที่ใดในโลก อีกทั้งมันยังได้ทิ้งปริศนาให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อ ๆ ไปได้ศึกษาว่าอะไรทำให้พวกมันต้องสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่และรวมไปถึงการสูญพันธุ์ไปจากหลายทวีปของโลกและคงเหลือในปัจจุบันเพียง 3 ชนิดพันธุ์จากจำนวน 2 สกุลเท่านั้น โดยนับตั้งแต่ที่สัตว์งวงได้วิวัฒนาการขึ้นมาบนพื้นโลกจนถึงปัจจุบันได้แพร่กระจายพันธุ์ไปเกือบทุกทวีปยกเว้นทวีปออสเตรเลียและทวีปแอนตาร์กติกาเท่านั้น แต่ปัจจุบันพบเหลือเพียงใน 2 ทวีปเท่านั้น คือ ทวีปแอฟริกาและทวีปเอเชีย


สภาพแวดล้อมช่วงปลายมหายุคซีโนโซอิกบริเวณบ้านท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ที่เป็นป่าริมแม่น้ำมูลที่อุดมสมบูรณ์ที่เป็นที่อาศัยของสรรพสัตว์

  ความโดดเด่นนี้ยังตอกย้ำด้วยซากดึกดำบรรพ์อีกหลากหลายชนิดที่เติมเต็มความหลากหลายทางชีวภาพตั้งแต่ช่วงปลายสมัยไมโอซีนเป็นต้นมา เช่น อุรังอุตังโคราชพิเธคัส พิริยะอิ หมูเมอริโคโปเทมัส ท่าช้างเอนซีส และแรดเอเซอราธีเรียม พอพันธ์ไน นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาสัตว์เลื้อยคลานอีกด้วย ได้แก่ เต่าเมกะโลเชลีส ตะพาบชิตร้า จระเข้น้ำจืดครอคโคไดลัส และตะโขงกาเวียลิส


แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของช้างเอเชีย พื้นที่สีส้มเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ส่วนพื้นที่สีแดงเป็นปัจจุบัน


แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของช้างแอฟริกาในปัจจุบัน (พื้นที่สีเขียวเข้ม)

  ซากดึกดำบรรพ์ที่พบส่วนใหญ่สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว บ้างก็สูญพันธุ์ไปจากทวีปเอเชีย และแม้แต่ที่สูญพันธุ์ไปจากโลกก็มี เช่น อุรังอุตังที่มีรายงานพบชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์ที่ตุรกี อินเดีย และปากีสถาน (Sivapithecus spp.) ทางตอนใต้ของจีน (Lufengpithecus spp.) จีน อินเดีย และเวียดนาม (Gigantopithecus spp.) พม่า (Khoratpithecus ayeyarwadyensis) ที่แอ่งเชียงม่วน จังหวัดพะเยา (Khoratpithecus chiangmuanensis) และที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา (Khoratpithecus piriyai) แต่ปัจจุบันยังพบอุรังอุตังอาศัยอยู่เพียงสกุลเดียวเท่านั้นที่มี 3 ชนิดพันธุ์ ได้แก่ อุรังอุตังสุมาตรา (Pongo abelii และ Pongo tapanuliensis) พบบนเกาะสุมาตราและอุรังอุตังบอร์เนียว (Pongo pygmaeus) พบบนเกาะบอร์เนียว


แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของอุรังอุตังทั้ง 3 ชนิดในปัจจุบัน (พื้นที่สีเขียว)

  ต่อมาในช่วงกลางสมัยไพลสโตซีน สภาพทางภูมิศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตบริเวณตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา มีสภาพเป็นแบบตะพักริมแม่น้ำ มีรายงานการพบซากดึกดำบรรพ์นับเป็นพันชิ้นที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งที่พบซากดึกดำบรรพ์ที่หนาแน่นที่สุดของประเทศไทย ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมถึง 13 ชนิด เป็นพวกไพรเมต สุนัข ไฮยีน่า สัตว์งวง แรด หมู กวาง และวัวควาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ยังมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับสัตว์ในปัจจุบัน และยังพบกลุ่มของสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น สัตว์งวงสเตโกดอน โอเรียนตัลลิส ไฮยีน่าครอคูต้า ครอคูต้า อัลติมา แรดไรโนเซอโรส ยูนิคอร์นิส ลิงวอกมาคาคา หมูซูส บาร์บาตัส และกวางดาวแอ๊กซิส แอ๊กซิส สำหรับกวางดาวนั้นปัจจุบันพบได้เฉพาะในอนุทวีปอินเดีย โดยหลักฐานกวางดาวที่พบในตำบลโคกสูงนี้ถือว่าเป็นการพบครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่ตำบลโคกสูงนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับที่พบที่ถ้ำวิมานนาคินในจังหวัดชัยภูมิซึ่งมีอายุประมาณ 169,000 ปี และถือได้ว่าประเทศไทยเป็นดินแดนที่เคยเป็นทางผ่านของเหตุการณ์อพยพของสัตว์จากจีนตอนใต้ลงไปยังชวา


ไฮยีน่าลายจุด (Spotted hyena)

ไฮยีน่าลาย (Striped hyena)

ไฮยีน่าสีน้ำตาล (Brown hyena)

ไฮยีน่าอาร์ดวูล์ฟ (Aardwolf)
แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของไฮยีน่า 4 ชนิดในปัจจุบัน

  การพบกะโหลกของไฮยีน่าลายจุดที่บ้านโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา ที่มีการพบเป็นซากดึกดำบรรพ์อย่างแพร่หลายในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป (Eurasia) โดยพบว่ามีการอพยพมาจากทวีปแอฟริกา 3 เส้นทางด้วยกันในช่วงสามล้านปีก่อน หนึ่งล้านปีก่อน และเมื่อไม่ถึงล้านปีก่อน โดยสองครั้งสุดท้ายได้อพยพเข้าไปในทวีปยุโรปและเมื่อสิ้นสุดยุคน้ำแข็งก็ได้สูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้นจากยูเรเซีย โดยในปัจจุบันยังมีไฮยีน่าที่ยังดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ 4 ชนิดพันธุ์ คือ ไฮยีน่าลายจุด ไฮยีน่าลาย ไฮยีน่าสีน้ำตาลและไฮยีน่าอาร์ดวูล์ฟ โดยไฮยีน่าทั้ง 4 ชนิดนี้พบแพร่กระจายพันธุ์อยู่ในแอฟริกาทั้งหมด มีเพียงไฮยีนาลายเท่านั้นที่พบแพร่กระจายเข้าไปในทวีปเอเชียด้วยจากตะวันออกกลางต่อเนื่องไปจนถึงอนุทวีปอินเดีย สำหรับไฮยีน่าลายจุดนั้นพบเป็นซากดึกดำบรรพ์กว้างขวางทั้งในทวีปแอฟริกา ยุโรป และเอเชีย รวมถึงที่พบในจังหวัดนครราชสีมาด้วย   นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาซากสัตว์เลื้อยคลานในแหล่งตำบลโคกสูงด้วย ประกอบด้วย เต่ากระอานหรือเต่าจาน เต่าหวาย และเต่านา ตะพาบ ตะพาบสวน และตะโขง อีกทั้งยังพบท่อนซุงขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นซากเหลือคาร์บอนเป็นท่อนซุงสีดำ และมีการศึกษาซากของผลพุทรา ยางปาย เลี่ยน และพระเจ้าห้าพระองค์ รวมถึงหัวกลมของต้นกกคล้ายสกุล Cyperus และ Bolboschoenus ซึ่งสะท้อนถึงสภาพป่าที่เป็นแบบป่าเบญจพรรณเขตร้อนและป่าดิบแล้งเมื่อประมาณน้อยกว่า 780,000 ปีก่อน   ซากดึกดำบรรพ์ไม้กลายเป็นหิน พบเป็นแหล่งในชั้นตะกอนกรวดบริเวณที่เป็นพื้นที่ลอนลาดระดับสูง อันเกิดจากการยกตัวของแผ่นดินในช่วงสองล้านปีหลังสุดนี้ ประกอบกับผืนดินถูกกร่อนผุพังทำลายผ่านช่องกิ่วน้ำของเทือกเขารูปอีโต้นำพาเอาตะกอนกรวดและเศษชิ้นไม้กลายเป็นหินไปสะสมตัวในแอ่งประกอบกับแม่น้ำเกิดการปรับระดับ ทำให้ชั้นตะกอนกรวดถูกยกตัวขึ้นเป็นตะพักสูง โดยพบไม้กลายเป็นหินมากบริเวณบ้านโกรกเดือนห้า ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา พบเป็นทั้งท่อนซุงขนาดใหญ่และยาวฝังตัวอยู่ในชั้นตะกอนกรวด และยังพบเป็นเศษไม้กลายเป็นหินขนาดเล็กใหญ่อย่างหลากหลาย บ้างก็พบเป็นโอปอลเนื้ออัญมณีที่สวยงาม บางบริเวณพบชั้นตะกอนกรวดถูกเชื่อมด้วยสารซิลิกากลายเป็นหินกรวดมนโดยพบเศษไม้กลายเป็นหินอยู่ด้วย มีผู้ศึกษาชนิดของไม้กลายเป็นหินพบว่าเป็นกลุ่มของไม้ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับต้นไม้ปัจจุบันที่พบในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง อย่างน้อยมี 7 วงศ์ 10 สกุล และ 17 ชนิด ได้แก่ วงศ์และ/หรือสกุลมะม่วง มะกอกเกลื้อน สมอ ปลาไหลเผือก มังคะ จั่น จิก และสะเดา   แหล่งไม้กลายเป็นหินที่บ้านโกรกเดือนห้านี้ได้รับการพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินบนเนื้อที่ขนาด 80.5 ไร่ที่ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน อาคารจัดแสดง อาคารวิจัย บ้านพัก อาคารคลุมหลุมจัดแสดงไม้กลายเป็นหิน และพื้นที่จัดแสดงกลางแจ้ง อย่างไรก็ตามอาคารจัดแสดงแบ่งออกเป็น 3 อาคาร คือ อาคารจัดแสดงไม้กลายเป็นหิน อาคารจัดแสดงซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และอาคารจัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบในจังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงทางธรณีวิทยาอื่น ๆ รวมถึงเรื่องราวด้านอุทยานธรณี โดยในวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ได้มีพิธีเปิดสำนักงานอุทยานธรณีโคราชซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย

เทือกเขารูปอีโต้โคราช

  ความโดดเด่นด้านลักษณะธรณีสัณฐานเทือกเขารูปอีโต้ เป็นลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแนวเทือกเขายาวไปตามแนวขอบแอ่งโคราช ในพื้นที่อุทยานธรณีโคราชพบอยู่ทางด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ เป็นเทือกเขาสองเทือกขนานกันไป ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเทือกเขาทั้งสองมีลักษณะเป็นผาชัน ขณะที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะเป็นลาดตามแนวเท เกิดขึ้นเนื่องมาจาก 3 ปัจจัยควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและมีรายละเอียด ดังนี้

A
B
รูปจำลองสามมิติแสดงวิวัฒนาการของพื้นที่อุทยานธรณีโคราช ก) พื้นที่เดิม ข) พื้นที่ปัจจุบันที่เกิดจากการยกตัวของแผ่นดินและการผุพังทำลายจากน้ำหลากในช่วงยุคควอเทอร์นารี

การยกตัวของแผ่นดิน

  การยกตัวของแผ่นดินในช่วงยุคควอเทอร์นารีที่ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบสูง โดยมีอัตราการยกตัวที่แตกต่างกันทำให้เกิดแอ่งสะสมตะกอนสองแอ่งคือแอ่งสกลนครทางด้านเหนือและแอ่งโคราชทางด้านใต้ มีแนวเทือกเขาภูพานคั่นกลาง ในส่วนของแอ่งโคราชมีเทือกเขาเพชรบูรณ์และเทือกเขาดงพญาเย็นทางด้านตะวันตก เทือกเขาสันกำแพงและเทือกเขาพนมดงรักทางด้านใต้ ที่ยาวต่อเนื่องกันเป็นขอบเขตของที่ราบสูงดังที่เห็นในปัจจุบัน อีกหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันการยกตัวของแผ่นดินคือแหล่งกุมภลักษณ์มอจะบกที่ประกอบด้วยกุมภลักษณ์มากกว่า 100 หลุมมีขนาดแตกต่างกันไปและมีความลึกสูงสุดถึง 2 เมตร เป็นแหล่งที่เป็นเนินสูงประมาณ 250 เมตรเหนือระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำซับประดูประมาณ 25 เมตร ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นบริเวณที่เคยมีทางน้ำไหลผ่านที่มีกระแสน้ำไหลวนจนเกิดกุมภลักษณ์จำนวนมาก เมื่อแผ่นดินยกตัวสูงขึ้นจึงทำให้ทางน้ำเปลี่ยนตำแหน่งไปอยู่ที่อื่นที่มีระดับที่ต่ำกว่า

การผุพังและกร่อน

  การผุพังและกร่อนของหินไม่เท่ากันเนื่องมาจากพื้นที่ประกอบด้วยหินทรายที่มีความคงทนต่อการผุพังสูงสลับกับหินทรายที่มีความคงทนต่อการผุพังได้น้อยกว่า ก่อให้เกิดแนวเทือกเขาที่ปิดทับด้วยหมวดหินทรายที่คงทนต่อการผุพังสูง เช่น หมวดหินพระวิหารและหมวดหินภูพาน ขณะที่หมวดหินเสาขัว หมวดหินโคกกรวดและหมวดหินมหาสารคามนั้นคงทนต่อการผุพังได้น้อยกว่า จึงเกิดเป็นพื้นที่หุบเขาระหว่างภูเขาสูง พื้นที่ลอนลาด และพื้นที่ราบลุ่มกว้างขวาง

ระบบทางน้ำบรรพกาล

  เป็นระบบทางน้ำที่มีมาก่อนการยกตัวของแผ่นดิน ขณะที่เกิดการยกตัวของแผ่นดินสูงขึ้นเป็นแนวเทือกเขารูปอีโต้ ทางน้ำได้กัดกร่อนเทือกเขาเป็นช่องกิ่วน้ำจนเห็นเทือกเขารูปอีโต้ถูกบากเป็นช่องให้ทางน้ำไหลผ่าน เช่น น้ลำตะคอง และลำพระเพลิง เป็นต้น ตะกอนที่ได้จากการกัดเซาะของทางน้ำได้ถูกพัดพาไปสะสมตัวในแอ่งโคราชอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆกับการยกตัวของแผ่นดินทำให้แม่น้ำมีการปรับระดับอย่างต่อเนื่องจนพบตะกอนกรวดสะสมตัวบนตะพักสูงดังที่เห็นในปัจจุบัน   ลักษณะของเทือกเขารูปอีโต้ในเขตพื้นที่อุทยานธรณีโคราช ถือเป็นหลักฐานที่สามารถใช้อธิบายประวัติความเป็นมาของแผ่นดินที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบทางน้ำที่ไหลตัดผ่านขวางแนวเทือกเขาและมักเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมในการสร้างเขื่อนเพื่อให้เกิดอ่างเก็บน้ำทั้งเพื่อการเกษตร ผลิตกระแสไฟฟ้า และสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของนักเดินทาง   ลักษณะที่โดดเด่นทั้งสองด้านดังกล่าวนี้ถือเป็นลักษณะที่โดดเด่นของพื้นที่อุทยานธรณีโคราชที่จะนำไปเปรียบเทียบกับความโดดเด่นของอุทยานธรณีโลกของยูเนสโกทั้ง 127 แห่งทั่วโลกเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าความโดดเด่นของอุทยานธรณีโคราชเหมือนหรือแตกต่างจากจากอุทยานธรณีอื่น ๆ อย่างไรอันจะนำไปสู่การพิจารณาว่าความโดดเด่นของอุทยานธรณีโคราชมีความจำเพาะแตกต่างจากอุทยานธรณีอื่น ๆ ในระดับสากลอย่างไรบ้างต่อไป

gallery image

ข้อมูลจาก : หนังสือลักษณะภูมิประเทศและธรณีวิทยาในอุทยานธรณีโคราช
โดย : สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (พฤศจิกายน 2560)
close